นักสู้ส่วนใหญ่ชกหนักเกินกว่าที่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ
การสะสมของแรงกระแทกที่สำคัญในกีฬาต่อสู้เกิดขึ้นในยิม ไม่ใช่คืนวันแข่งขัน การเตรียมตัวควรมีการชกที่มีความเข้มข้นระดับการแข่งขันบ้าง แต่รอบที่เกินจากนั้นคือต้นทุนที่ไร้ประโยชน์
มีความเชื่อที่ฝังรากลึกในยิมมวยไทยและศิลปะการต่อสู้ว่าความแข็งแกร่งสร้างจากการรับแรงกระแทก และนักสู้ที่ไม่ได้ชกหนักเป็นประจำจะไม่พร้อมสำหรับการแข่งขัน ข้อแรกเป็นเพียงความเชื่อทางวัฒนธรรม ส่วนข้อที่สองสามารถวัดผลได้ และข้อมูลการวัดนั้นไม่สนับสนุนปริมาณการชกหนักที่ยิมส่วนใหญ่ใช้กัน
หลักฐานจากงานวิจัยเรื่องอาการบาดเจ็บที่ศีรษะจากการต่อสู้ชี้ให้เห็นอย่างสม่ำเสมอว่าการสะสมของแรงกระแทกใต้ระดับอาการบาดเจ็บที่ศีรษะ (sub-concussive impact) ในการฝึกซ้อมคือปัจจัยหลัก ไม่ใช่จากการแข่งขัน นักสู้ลงแข่งขันเพียงไม่กี่ครั้งต่อปี แต่พวกเขาชกฝึกซ้อมนับร้อยรอบ ตัวเลขทางคณิตศาสตร์ชี้ให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน
สิ่งที่ค่ายมวยต้องการจริงๆ คือการชกที่มีความเข้มข้นระดับการแข่งขัน ในรอบที่มีความยาวเท่าการแข่งขัน กับคู่ซ้อมที่ชกเหมือนคู่ต่อสู้ตัวจริง ในระดับความเข้มข้นปานกลาง สิ่งนี้คือการเตรียมตัวสำหรับการชกจริง รอบที่เกินจากนั้นคือต้นทุนที่ไร้ประโยชน์ และโค้ชที่วัดจิตใจนักสู้จากปริมาณการชกหนัก คือการเสียอนาคตของนักสู้ไปโดยเปล่าประโยชน์
ทางแก้ไขในทางปฏิบัติคือการใช้บันไดความเข้มข้น 5 ระดับ แทนที่จะมีเพียง 2 ระดับ และสร้างนิสัยในการประกาศระดับความเข้มข้นออกมาดังๆ ก่อนเริ่มรอบ ได้แก่: ไหล่ (Flow), เทคนิค (Technical), สถานการณ์ (Situational), การแข่งขัน (Competition), และหนัก (Hard) การบาดเจ็บจากการชกฝึกซ้อมส่วนใหญ่เกิดจากความไม่ตรงกันของความคาดหวัง — คู่ซ้อมคนหนึ่งคิดว่านี่คือการฝึกเทคนิค อีกคนคิดว่านี่คือการชกจริง การบอกตัวเลขใช้เวลาเพียงสองวินาที
วินัยเดียวกันนี้ควรใช้กับการเตะขา ซึ่งมักถูกเตะด้วยกำลังเต็มแรงในรอบที่เบาๆ ด้วยเหตุผลว่าไม่ใช่การกระแทกศีรษะ แต่ขาที่หมดสภาพสองสัปดาห์ก่อนวันชก ได้ทำลายแผนการเตรียมตัวมากกว่าการบาดเจ็บจากการฝึกซ้อมประเภทใดก็ตาม